ลำไส้-จุลินทรีย์-ผิวพรรณ สัมพันธ์กันอย่างไร

Gut-Skin connection: อยากผิวพรรณดี ต้องดูแลลำไส้ด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์!

  • ปกติแล้วเวลาเราอยากมีผิวสวย เปล่งปลั่งแข็งแรง สิ่งที่เราทำเป็นอันดับต้นๆ ก็คือทาครีม-เซรั่มบำรุงผิว, ไปซื้อคอร์สนวดหน้า, หาหมอผิวหนังทำเลเซอร์ หลักๆคือเราดูแลแต่ภายนอกโดยลืมดูแลปัจจัยภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลำไส้ของเรานั้นเอง
  • นักวิทยาศาสตร์ค้นพบความเชื่อมโยง ระหว่างลำไส้และผิวพรรณ (Gut-Skin connection) โดยพบว่าโรคผิวหนังหลายโรคมีความสัมพันธ์กับการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ เช่น สิว ผิวแพ้ง่าย สิวหน้าแดง (Rosacea) สะเก็ดเงิน
  • ในบางคลินิก เช่น มิ่งขวัญคลินิก ได้ทดสอบให้คนเป็นสิวที่ไม่ทราบสาเหตุรับประทานก็พบว่าสามารถช่วยลดสิวอักเสบและป้องกันการเกิดสิวได้ในคนไข้หลายคนอีกด้วย

แชร์บทความ

แชร์บทความ

ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ดีในลำไส้เกิดจากอะไร?

  • อย่างแรกต้องรู้ก่อนว่าในลำไส้ของเรานั้นเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ (สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก) เป็นจำนวนมหาศาล โดยมีทั้งชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและไม่ดีต่อร่างกาย
  • โดยภาวะปกติจะอยู่ในสภาวะสมดุลคือชนิดดีมีประโยชน์มากกว่าไม่ดี
  • โดยจุลินทรีย์ดีเหล่านี้จะทำหน้าที่หลายอย่างเช่นการทำลายจุลินทรีย์ร้ายที่เข้ามา ทำลายสารพิษ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยฝึกระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ให้สามารถสู้เชื้อโรคร้ายได้และยังช่วยฝึกให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราไม่ไวเกินไป ทำให้ไม่แพ้ง่าย ไม่เกิดการอักเสบง่าย

ปัจจัยที่ทำลายจุลินทรีย์ดีในลำไส้ หรือทำให้ภาวะสมดุลของจุลินทรีย์ดีในลำไส้คือ

ปัจจัย จุลินทรีย์ ลำไส้
  1. จากการรับประทานอาหาร
  • อาหารบางชนิดจะทำลายจุลินทรีย์ดีในลำไส้ เช่นอาหารที่มีน้ำตาลสูง แป้งสูง (High glycemic index), อาหารแปรรูป (processed food) ที่มีปริมาณโซเดียม(เกลือ), ไขมันทรานส์, ปริมาณน้ำตาลสูง แต่มีกากใยอาหาร วิตามินเกลือแร่ต่ำ เช่นอาหารกระป๋อง (เกลือเยอะมาก), ขนมก๊อบแก๊บ (มันฝรั่งทอด, แป้งทอด, ลูกอม), อาหารกล่อง-อาหารเวฟ-อาหารฟาสฟู้ดที่มีไขมันและเกลือเยอะ

Fun fact

อาหารแปรรูปคืออะไร?

  • เอาง่ายๆคืออาหารที่ถูกเปลี่ยนสภาพตามธรรมชาติให้สะดวกต่อการกิน การใช้ของผู้บริโภคอย่างเรา ทำให้เก็บง่ายขึ้น ปรุงง่ายขึ้น เก็บได้นานขึ้น เช่นการอัดกระป๋อง การแช่แข็ง การทำให้ปลอดเชื้อ การใส่สารกันบูด เป็นต้น
  • ปกติแล้วเราแบ่งง่ายๆเป็นอาหารแปรรูปชนิดดีต่อสุขภาพและไม่ดีต่อสุขภาพ

1. อาหารแปรรูปชนิดดีต่อสุขภาพ หลักๆคือ โซเดียมน้อย(เกลือน้อย) น้ำตาลน้อย ไขมันไม่ดีน้อย แต่กากใยอาหารสูง เกลือแร่และวิตามินสูง

  • ยกตัวอย่าง ซีเรียลธัญพืชชนิด whole grain ถ้าจะให้ดีคือต้องไม่เติมน้ำตาล, เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้แช่แข็ง, ผักหรือผลไม้ชนิดฟรีซดรายไม่เติมน้ำตาล, นม

2. อาหารแปรรูปชนิดไม่ดีต่อสุขภาพ อันนี้คือตรงข้ามกับกลุ่มแรกเลย คือเกลือเยอะ น้ำตาลเยอะ ไขมันไม่ดีเยอะ แต่กากใยอาหารน้อย เกลือแร่และวิตามินต่ำ

  • ยกตัวอย่างอาหารกล่อง-อาหารเวฟ, ขนมก๊อบแก๊บ, อาหารกระป๋องเป็นต้น, อาหารฟาสฟู้ด, ไส้กรอก-แฮม

2. การทานยาฆ่าเชื้อ ถ้าทานโดยไม่จำเป็นและทานนานจะทำให้จุลินทรีย์ดีในร่างกายถูกทำลายไปด้วย จึงไม่มีตัวมาทำลายหรือยับยั้งเชื้อก่อโรค ส่งผลให้เกิดภาวะ

  • ท้องเสียจากการทานยาฆ่าเชื้อ (Antibiotic-associated diarrhea) โดยยาฆ่าเชื้อจะไปทำลายมีจุลินทรีย์ดี ส่งผลให้เชื้อก่อโรคเช่น Clostridium difficile เพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงเกิดการท้องเสีย
  • ติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอด (Vaginal yeast infection) ยาฆ่าเชื้อทำลายจุลินทรีย์ดีในช่องคลอด ส่งผลให้เชื้อยีสต์เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จึงเกิดอาการคันช่องคลอดและตกขาว

3. ความเครียด จะทำให้การทำงานของระบบทางเดินอาหารผิดปกติ อาจกระตุ้นให้ขยับตัวไวขึ้นก็จะมีอาการท้องเสีย (จะสอบ จะสัมภาษณ์ ตื่นเต้นและเครียดมาก ท้องเสีย) หรืออาจจะเป็นแบบเคลื่อนตัวช้าก็จะมีอาการอาหารไม่ย่อย ถ่ายไม่ออก ท้องผูก จากความผิดปกตินี้จะทำให้แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุล เชื้อชนิดดีก็จะถูกทำลายมากขึ้น

สรุป ปัจจัยหลักทำลายจุลินทรีย์ดีในลำไส้ มีหลักๆ 3 อย่าง

  1. อาหารที่ทานไม่ดี น้ำตาลเยอะ เกลือเยอะ ไขมันไม่ดีเยอะ กากใยน้อย เกลือแร่วิตามินน้อย
  2. ทานยาฆ่าเชื้อมากๆนาน
  3. เครียดสูง

ถ้าจุลินทรีย์ดีในลำไส้ลดจำนวนลงจะเกิดอะไร

  • ต้องเข้าใจก่อนว่าหน้าที่ของระบบทางเดินอาหารคืออะไร
  • ระบบทางเดินอาหาร ก็คือทางผ่านอาหาร ตั้งแต่ปากจนถึงทวารหนัก
  • หน้าที่ของระบบทางเดินอาหารก็คือย่อยอาหารที่ทานเป็นโมเลกุลเล็กๆ แล้วดูดซึมสารอาหารที่ดีที่มีประโยชน์เข้าสู่กระแสเลือดเพื่อเอาไปใช้ในร่างกายนั้นเอง นอกจากนี้จะต้องเป็นตัวกรองไม่ให้สารอาหารที่ยังย่อยไม่สมบูรณ์ สารพิษ เชื้อโรคผ่านสู่กระแสเลือดได้
  • ในลำไส้ของเรานั้นจะเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์มากมายมีชนิดที่มีประโยชน์และมีโทษ จะอยู่แบบสมดุล คือชนิดดีต้องมีมากกว่าชนิดไม่ดี
  • แต่ถ้ามีภาวะที่ปริมาณจุลินทรีย์ดีลดจำนวนลง ซึ่งก็เหมือนทหารดีที่คอยจัดการผู้ร้ายลดจำนวน สิ่งที่ตามมาคือจุลินทรีย์หรือเชื้อก่อโรคจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบของผนังลำไส้ เกิดการแยกออกจากกันของเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ ทำให้ความสามารถในการคัดกรองของลำไส้เสียไป ซึ่งอาหารที่ยังย่อยไม่เสร็จ แบคทีเรียและสารพิษในลำไส้จะสามารถผ่านรอยแยกนี้เข้าสู่กระแสเลือดได้ สิ่งที่ตามมาก็คือจะทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกายในทุกระบบ ตั้งแต่ภายนอกที่ตาเรามองเห็นเช่นผิวหนังอักเสบ สะเก็ดเงิน ผื่นแพ้ สิว ภายในเช่นข้ออักเสบ โรคกลุ่มแพ้ภูมิตัวเอง แพ้อาหารแฝง เหนื่อยเพลียเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome) หอบหืด ภูมิแพ้เป็นต้น

Fun fact

ในคนที่มีสุขภาพดีและแข็งแรง ถ้าเจาะเลือดแล้วเอาไปเพาะเชื้อ จะพบว่าไม่มีเชื้อแบคทีเรียขึ้นในจานเพาะเชื้อ เราจะถือว่าเลือดของคนสุขภาพดีนั้นอยู่ในภาวะปลอดเชื้อ แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการตรวจหาเชื้อแบบใหม่โดยวิธีการตรวจลำดับของสายกรรมพันธุ์ (DNA sequencing method) พบว่าเลือดของคนสุขภาพดีจำนวน 1 มิลลิลิตร จะมีแบคทีเรียอยู่ประมาณ 1,000 เซลล์ โดยปกติแบคทีเรียเหล่านี้จะไม่ได้ทำอันตรายอะไรต่อร่างกาย และแหล่งของแบคทีเรียเหล่านี้มาจากในลำไส้นั้นเอง

—> แต่ถ้ามีภาวะลำไส้รั่วหรือ Leaky gut ก็จะทำให้แบคทีเรียไม่ดีและสารพิษเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้นนั้นเอง

—> ดังนั้นอยากมีผิวพรรณที่ดีต้องดูแลที่ลำไส้ ลำไส้จะดีต้องมีทหารดีนั้นก็คือจุลินทรีย์ดีหรือโปรไบโอติกคอยดูแล

—> วิธีง่ายๆ ในการเติมโปรไบโอติกให้ร่างกายคือการทานเสริมเข้าไปโดยตรง โดยโปรไบโอติกนั้นต้องมีคุณภาพดีและทนต่อกรดในกระเพาะอาหาร ถึงสามารถเดินทางไปทำงานในลำไส้อย่างเต็มประสิทธิภาพ